วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

8 เทคนิคการตั้งค่ากล้องถ่ายรูป ที่ช่างภาพมือใหม่ควรรู้


ภาพจาก : https://www.beartai.com/tag/รูรับแสง

1.รูรับแสงกว้างแต่ค่า f น้อย
            การตั้งค่ารูรับแสงสำหรับช่างภาพมือใหม่อาจทำให้สับสนอยู่ไม่น้อย เพราะตัวเลขของค่า f
จะสวนทางกับความกว้างของรูรับแสง ซึ่งจริงๆแล้วค่า f ที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่ขนาดจริงของรูรับแสง แต่เป็นอัตราส่วนระหว่างเส้นผ่านศูนย์กลางของเลนส์และระยะโฟกัส ซึ่งหากปรับค่า f ที่ 1.8 รูรับแสงจะเปิดกว้างและแสงจะเข้ากล้องมาก ส่วนการปรับที่ F/16 จะเปิดรูรับแสงแคบและช่วยให้แสงเข้าน้อยนั่นเอง


2.ความกว้างของรูรับแสงส่งผลต่อความชัดของภา
            สำหรับคนที่อยากถ่ายภาพแนวหน้าชัดหลังเบลอหรือ Depth Of Field (DOF) ให้ออกมาคมชัดและสวยงามละก็ ควรปรับค่า f ให้ต่ำเพื่อเปิดรูรับแสงให้กว้างเข้าไว้ ซึ่งจะทำให้เกิดการแยกส่วนในภาพระหว่างวัตถุที่โฟกัสกับฉากหลัง โดยวัตถุหลักจะคมชัด แต่ฉากหลังจะเบลอ ขณะที่การปรับรูรับแสงให้แคบโดยดันค่า f ให้สูง จะช่วยให้ได้ภาพที่คมชัดเท่ากันทุกภาพ


ภาพจาก : https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhWeL-yfqxpWXifgjsqxvt4uz2F13R2ttDhgSY68pHwojmOjPGb7uLE-c9YPvmywoMqcbGT0aFaGMeQvCMTKLnGtpnXsUxx_m5ZSP9VoITjU2_-pkxB3iSzm9MSIJ378ngn9uHh9q4PHK6g/s1600/PIA_6255_resize_resize.JPG

3.ควรปรับค่ารูรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์ดี ?
            แน่นอนว่าคนที่หัดเล่นกล้องใหม่ ๆ อาจเคยได้ยินว่าให้ลองปรับรูรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์ เพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่สวยงาม ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่าควรปรับอย่างไรจึงจะพอดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการถ่ายภาพแนวไหน เช่น การปรับความเร็วชัตเตอร์สูง ก็จะเก็บภาพเคลื่อนไหวได้คมชัดทั้งภาพ ส่วนความเร็วชัตเตอร์ต่ำนั้นช่วยเพิ่มความสมจริงให้กับภาพราวกับว่ากำลังเคลื่อนที่จริงๆ ขณะที่การตั้งค่าความกว้างของรูรับแสงจะช่วยปรับความคมชัดและความสว่างให้กับภาพตามค่า f ที่ตั้งไว้

4.ความเร็วชัตเตอร์ที่หลายคนสับสน
            เชื่อว่าบางคนเมื่อเห็นตัวเลข 1/100 วินาที ต้องนึกถึงอะไรก็ตามที่สามารถทำความเร็วได้อย่างยอดเยี่ยม แต่นั่นไม่ใช่กับการถ่ายรูป เพราะแม้แต่ตัวเลข 1/10 หรือ 1/2 วินาที นั้นไม่ได้เร็วอย่างที่คิด ซึ่งเห็นได้ชัดจากการถ่ายภาพน้ำตก ถ้าตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์ด้วยตัวเลขน้อยๆ ก็จะได้ภาพน้ำตกที่ไหลเป็นธรรมชาติ ซึ่งตรงกันข้ามกับการตั้งค่าแบบตัวเลขเยอะๆ ภาพน้ำตกก็จะดูไม่เป็นธรรมชาตินั่นเอง


ภาพจาก : https://d25tv1xepz39hi.cloudfront.net/2016-05-23/files/slow-shutter_1245-6.jpg

5.ถ่ายภาพในฉากที่มีแสงมาก ๆ แต่ได้ภาพมืด
            ช่างภาพมือใหม่อาจยังงงๆ ว่าทั้งที่ถ่ายภาพในที่ที่มีแสงสว่างมากแล้ว แต่ทำไมได้ภาพที่ดูมืดเหลือเกิน ซึ่งอาจเป็นเพราะคุณถ่ายภาพย้อนแสงนั่นเอง หรือว่าการถ่ายภาพในที่แสงน้อยกลับได้ภาพที่สว่างเกินไป ซึ่งควรแก้ไขด้วยการใช้ฮิสโตแกรมช่วย เพราะการอ่านฮิสโตแกรมจะช่วยให้คุณรู้ว่าในภาพที่ถ่ายนั้นมีแสงมากน้อยเกินไปหรือไม่


ภาพจาก : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=offway&month=05-2009&date=17&group=17&gblog=63

6.การตั้งค่ากล้องบางรุ่นเพื่อถ่ายภาพแนว Landscape มีความแตกต่างกัน
            ข้อดีของกล้องดิจิตอลสมัยนี้ นอกจากจะถ่ายภาพคมชัดแล้ว ยังมีโหมดการถ่ายภาพให้เลือกใช้มากมาย เพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่สวยงามโดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรให้วุ่นวาย เช่น โหมดพอร์เทรต โหมดโคลสอัพ และโหมดไนท์ เป็นต้น แต่สำหรับการถ่ายภาพวิวทิวทัศนั้น กล้องดิจิตอลบางรุ่นมีให้เลือกถึง 2 แบบ ซึ่งอาจทำให้หลายคนสับสนทั้ง Landscape Picture Style และ Landscape Scene Mode โดยแบบแรกจะช่วยปรับภาพทั่วไปให้มีอารมณ์คล้ายภาพวิว ส่วนโหมดต่อมาช่วยเพิ่มความคมชัดให้กับภาพแนวแลนด์สเคปได้เป็นอย่างดี
ภาพจาก : http://men.kapook.com/view137719.html

7.คุณภาพของไฟล์ภาพ
            ปกติแล้วไฟล์ภาพของกล้องดิจิตอลมีให้เลือกหลายแบบ แต่ชนิดที่ได้รับความนิยมในหมู่ช่างภาพคงหนีไม่พ้น ไฟล์ JPEG และ RAW ซึ่งไฟล์ทั้ง 2 ชนิดนี้ให้คุณภาพของภาพถ่ายที่แตกต่างกัน
โดยไฟล์แบบ JPEG รายละเอียดของภาพจะถูกบีบอัดให้มีขนาดเล็กลง ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการใช้ภาพทันทีหลังถ่ายเสร็จ ขณะที่ไฟล์ RAW เป็นภาพขนาดใหญ่ที่มีรายละเอียดภาพครบถ้วน เหมาะสำหรับคนที่ต้องแต่งภาพให้สวยงามด้วยโปรแกรมต่างๆ


8.การตั้งค่าระบบออโต้โฟกัส
            ระบบออโต้โฟกัสของกล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะมีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ One-shot AF
(หรือ Single-servo AF) เหมาะกับการถ่ายภาพนิ่ง เพราะกล้องจะจับโฟกัสที่วัตถุหลักและล็อกไว้จนกว่าจะกดชัตเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้ภาพที่คมชัด, AI Servo AF (หรือ Continuous-servo AF) กล้องจะไม่ล็อกโฟกัสไว้กับวัตถุ แต่จะปรับโฟกัสตามวัตถุ ซึ่งเหมาะกับการถ่ายภาพเคลื่อนไหวนั่นเอง, ส่วน AI Focus AF (หรือ Auto-servo AF) เมื่อใช้โหมดนี้ กล้องจะสลับระหว่างแบบแรกกับแบบที่สองให้เอง



   ภาพจาก : http://www.photographycorner.com/articles/basics/manual-focus-for-the-21st-century


ขอบคุณข้อมูลจาก : http://men.kapook.com/view127492.html

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เทคนิคการถ่ายภาพให้สวยงามด้วยมือถือ

      10 เทคนิดการถ่ายภาพให้สวย ด้วยกล้องมือถือ
           
          ในปัจจุบันนี้กล้องมือถือ ถือว่าเข้ามาปฎิวัติวงการถ่ายภาพเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อก่อน การถ่ายภาพนั้นเป็นกิจกรรมเฉพาะทางสำหรับผู้ที่สนใจหรือมือโปรเท่านั้น  เพราะนอกจากต้องมีกล้องเป็นของตัวเองแล้ว ยังต้องพกกล้องตัวนั้นไปไหนมาไหนอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่อยากพลาดวินาทีสำคัญ แต่พอกล้องมือถือได้รับการพัฒนาขึ้นมาจนถึงขั้นใช้งานได้ดีพอสมควร ทำให้เสมือนว่าเรากำลังพกกล้องไปทุกที่ทุกเวลา และไม่พลาดที่จะถ่ายภาพในทุกสถานการณ์เลยทีเดียว วันนี้เราเลยมีทริคเล็กๆน้อยๆ ที่จะพัฒนาการถ่ายภาพจากมือถือของคุณให้ดีขึ้น จนบางทีเพื่อนคุณอาจจะไม่เชื่อก็ได้ว่าภาพเหล่านี้ถ่ายจากมือถือ


1. หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์และปรับโหมดเป็น HDR

           สมัยนี้กล้องมือถือจะพยายามใส่ฟังชั่น HDR (High Dynamic Range) เข้ามา ซึ่ง HDR นี้ก็คือการถ่ายโดยเก็บรายละเอียดในภาพทั้งส่วนมืดและสว่างให้มีรายละเอียดครบถ้วน ฉะนั้นหากถ่ายภาพในโหมดนี้แล้ว เราก็จะแก้ปัญหาหน้ามืดเมื่อหันกล้องเข้าหาดวงอาทิตย์ได้ระดับหนึ่งทีเดียว  แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีที่สุด ให้รอช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตก ช่วงนั้นแสงจะไม่รุนแรงมากนัก ทำให้เราสามารถเก็บภาพที่มีรายละเอียดแสงสีที่สวยงามได้ และยิ่งวันไหนที่ท้องฟ้าเป็นใจ เราก็จะได้ภาพท้องฟ้าสวย ๆ อย่างแน่นอน

2. ถ่ายช่วงเวลาทอง

           หลาย ๆ คนพยายามจะถ่ายภาพช่วงกลางวันที่แดดจัด ๆ และเกิดความสงสัยมาตลอดว่า ทำไมภาพที่ถ่ายออกมาดูแข็ง ๆ แสงไม่สวยเลย  ดูภาพไม่มีชีวิตชีวาให้ลองเปลี่ยนเวลาถ่ายรูปโดยไปถ่ายช่วงเวลาก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน หรือที่คนทั่ว ๆ ไปเรียกว่าตอนเย็นนั่นแหละ  ถ้าเป็นในประเทศไทยก็คือ ประมาณ 5 โมงเย็น ช่วงเวลานี้ ถ้าเป็นวันที่มีแดด แสงแดดจะนุ่มเนียนตามากกว่าเวลาอื่น ๆ และเมื่อเราถ่ายรูปออกมา ภาพจะออกโทนเหลืองๆแดงๆ คอนทราสของภาพก็จะสวยงามลงตัว เราเรียกเวลาช่วงนี้ว่า เวลาทอง Golden moment

3. ถ่ายช่วงทไวไลท์

          ทไวไลท์คืออะไร ? มันคือช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตก หรือก่อนพระอาทิตย์ขึ้นซักพักนึง ถ้าเป็นในประเทศไทย ก็อยู่ที่ราว 15-20 นาทีหลังจากพระอาทิตย์ตกนั่นเอง เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาเราดูรูปของช่างภาพอาชีพหลายคน ท้องฟ้าในรูปมันเป็นสีฟ้า น้ำเงินสดใส แต่รูปของเราท้องฟ้ากลับดำมืด ทั้ง ๆ ที่เป็นกลางคืนเหมือนกัน  คำตอบคือ เพราะเขาถ่ายในช่วงทไวไลท์นี่แหละ ในช่วงเวลาดังกล่าว สมดุลระหว่างแสงบนท้องฟ้าและแสงไฟในเมืองจะพอดี ทำให้เป็นช่วงที่ถ่ายได้สีสันสวยงามมากที่สุดของวัน ซึ่งช่วงดีที่สุดของทไวไลท์นั้นก็ขึ้นอยู่กับความสว่างของเมืองนั้น ๆ ด้วย ฉะนั้นถ้าอยากถ่ายไฟเมืองแบบสวย ๆ ลองรอหลังพระอาทิตย์ตกดู พอเมืองเริ่มเปิดไฟก็ลองถ่ายดูเลย รับรองว่าได้ภาพน่าประทับใจแน่นอน โดยเฉพาะมือถือรุ่นใหม่ ๆ ก็มักจะถ่ายในที่มืดได้ดีขึ้นมากด้วย

4. หาเนื้อหาเด่นของภาพ

           บางทีเราเห็นวิวที่สวยงามและยิ่งใหญ่ก็อยากจะเก็บภาพไปเสียทั้งหมด แต่พอถ่ายภาพออกมากลับดูไม่เหมือนที่เห็นด้วยตาเปล่า ภาพดูว่าง ๆ โล่ง ๆ ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย
           ฉะนั้นแทนที่เราจะถ่ายแบบจะเก็บทุกอย่าง เราก็เปลี่ยนมาหาจุดเด่นในภาพดีกว่า นอกจากจะทำให้ภาพดูน่าสนใจแล้ว ยังสามารถบ่งบอกสถานที่ที่เราไปเยือนได้ดีกว่าอีกด้วย  และถ้ากล้องมือถือมีปัญหาเรื่องการซูมเข้าไปหาเป้าหมาย เราก็ใช้วิธี CROP ภาพทีหลังก็ได้ เพราะกล้องเดี๋ยวนี้ความละเอียดค่อนข้างสูงมากทีเดียว เช่น GALAXY S7 ที่ Dual Pixel 12 ล้านพิกเซล หรือ IPHONE6 ที่ 12 ล้าน ถึงถ่ายมาแล้ว crop ก็ยังละเอียดพอจะลงโซเชียลเนทเวิร์คได้สบาย ๆ

5. เก็บเรื่องราว

           บางครั้งภาพที่ดูธรรมดา ๆ แต่พอมีคนมาเดินในภาพ กลับทำให้ภาพเกิดเรื่องราวขึ้นมาได้ ทั้งจาก การแต่งกาย ท่าทาง หรือสายตาของคนเหล่านั้น
           ลองพยายามรวมคนหรือสัตว์เข้ามาในภาพดู และพยายามจัดให้คนหรือสัตว์นั้นเป็นจุดสนใจของภาพ จะทำให้ภาพน่าสนใจมากขึ้นเยอะเลย
           น่าดีใจที่การเก็บภาพคนและสัตว์ด้วยมือถือนั้นดูเป็นมิตรมากกว่าการแบกกล้องใหญ่ๆ เข้าไปถ่าย แต่กระนั้นก็ตาม การถ่ายภาพบุคคลแบบใกล้ชิดและดูจงใจก็ควรจะขออนุญาตแบบก่อนทุกครั้ง

6.มือต้องนิ่ง

           ปัญหาหลักเลยที่ทำให้ภาพดูไม่น่าประทับใจคือ มือเราดันไม่นิ่ง ยิ่งบางคนไม่ถนัดกับการถ่ายด้วยมือถือเอาซะเลย เพราะมันเล็กเกินไป ฉะนั้น เราต้องมาฝึกถ่ายให้มือนิ่งกัน โดยเริ่มจากลองกลั้นหายใจตอนจะกดถ่ายดูก่อน เพราะส่วนใหญ่จะนิ่งขึ้นพอสมควร หรือหากเป็นช่วงเย็นที่แสงไม่พอ ลองหาพื้นหรือผนังที่แข็งแรง แล้วเอามือถือไปพิงแล้วค่อยถ่าย จะลดอาการสั่นได้ดีทีเดียว หรือหากถึงที่สุดจริง ๆ ให้ใช้ขาตั้งเล็ก ๆ และตั้งเวลาถ่ายเอา คราวนี้ยังไงก็นิ่งแน่นอน

7. ฝึกจัดองค์ประกอบแบบง่าย ๆ

           ไม่ต้องเป็นมืออาชีพก็จัดองค์ประกอบแบบง่าย ๆ ได้ โดยใช้วิธีที่ง่ายที่สุดคือ กฎ 3 ส่วน
แบ่งภาพออกเป็นตาราง โดยใช้เส้นแนวตั้งหรือนอน 3เส้น และพยายามจัดองค์ประกอบให้อยู่ในเส้นเหล่านี้ ซึ่งพอเราใช้ทั้งเส้นแนวนอนและตั้งตีลงไปในรูป จะเกิดจุดตัดขึ้นมา เราเรียกว่าจุดตัดเก้าช่อง
เราก็พยายามจุดสำคัญของภาพอยู่ที่จุดตัดทั้ง 4 ก็จะทำให้ภาพสวยขึ้นง่าย ๆ

8. พื้นอย่าเอียง

           เวลาที่เรามองภาพเราแล้วรู้สึกแปลกๆ ชอบกล ให้ดูก่อนเลยเป็นอันดับแรกว่าภาพตรงหรือเปล่า เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่สนใจกันเท่าไหร่เรื่องภาพเอียง เวลาถ่ายออกมาก็ไม่ได้ดูตรงนี้มากนัก
แต่จริงๆ เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากต่อความรู้สึกของภาพทีเดียว ฉะนั้นพยายามถ่ายออกมาให้ภาพตรง พื้นตรง จะทำให้ภาพดูดีขึ้นมามากเลยเชียว

9. ใช้ APP

           แน่นอนถ้าใช้มือถือถ่าย การใช้ APP ก็เข้ามาช่วยได้อย่างง่ายดาย โดยการปรับหลายๆ อย่างที่เราว่ามาข้างต้น เช่น การจัดองค์ประกอบ การแก้พื้นเอียง หรือปรับแสงสีเล็กน้อย ก็สามารถทำได้ใน APP
นี่แหละ และเราขอแนะนำ SNAPSEED APP ที่ใช้งานง่ายและฟรี สามารถปรับแต่งได้ค่อนข้างหลากหลาย ควรเก็บไว้ประจำเครื่องเลย

10. เรียนรู้มือถือตัวเองให้หมดทุกด้าน

           นักดาบที่ดีควรจะรู้จักดาบของตัวเองทุกซอกมุม ถ้าจะถ่ายภาพด้วยมือถือเราก็ต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมัน ไม่ว่าจะความละเอียดเท่าไหร่ ถ่ายแบบไหนได้บ้าง ซูมแล้วภาพแตกไหม ถ่ายในที่มืดดีหรือเปล่า  สิ่งเหล่านี้เป็นทั้งข้อจำกัด และตัวสร้างไอเดียใหม่ๆ ในการถ่ายภาพได้เสมอ ฉะนั้น ศึกษาอาวุธคู่กายของเราให้ดี และอย่าลืมทำความสะอาดเลนส์บ่อยๆ เพราะบางคนถ่ายภาพออกมามัวตั้งเป็นปี แล้วนึกว่าเป็นที่กล้อง แต่ที่แท้ เลนส์มีรอยนิ้วมือนี่เอง


ขอบคุณข้อมูลจาก : https://travelkanuman.com/tips/8-เทคนิคการถ่ายภาพท่องเท/